ร้านอาหารติดป้ายต้อง เสียภาษีป้าย มั้ย?

เสียภาษีป้าย

เจ้าของร้านหลายคนก็คงสงสัย ว่าการที่เรานั้นติดป้ายหน้าร้าน หรือป้ายโปรโมชั่นที่ร้านของเรา จำเป็นจะต้องเสียภาษีด้วยมั้ย และเราจะต้องเสียภาษียังไง จำนวนเท่าไหร่ ต้องจ่ายที่ไหน? และมีวิธีการที่จะทำให้ถูกลงมั้ย วันนี้ Pim24 มีความรู้ดีๆ ที่เกี่ยวกับภาษีป้ายมาฝาก กับ ร้านอาหารติดป้ายต้อง เสียภาษีป้าย มั้ย? คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับเจ้าของร้านมือใหม่

ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมงานพิมพ์มานาน ผมเห็นความสำคัญของป้ายที่เป็นตัวช่วยเรียกแขก แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็อยากให้เจ้าของกิจการทุกท่านบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะเจาะลึกทุกเรื่องที่คนเปิด ร้านค้า และร้านอาหารต้องรู้เกี่ยวกับ การเสียภาษี ป้าย เพื่อให้คุณวางแผนทำป้ายได้อย่างชาญฉลาด สวยเด่นโดนใจลูกค้า และสบายกระเป๋าตอนจ่ายภาษีครับ

1.การติดป้ายแบบไหนที่จะต้องเสียภาษี

ก่อนที่เราจะไปดูว่าจะต้องเสียภาษีเท่าไหร่ เรามาดูกันก่อนว่า ป้ายแบบไหนบ้าง ที่จะต้องเสียภาษีบ้าง และจะต้องเข้าองค์ประกอบอะไรบ้างที่จะทำให้การเก็บภาษีเกิดขึ้น ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย ป้ายที่ต้องเสียภาษีคือ “ป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้” ไม่ว่าจะเป็นป้ายบนวัสดุใดก็ตาม

ร้านอาหารต้องเสียภาษีป้ายในกรณีใดบ้าง?

  • ป้ายชื่อร้าน: ไม่ว่าจะติดอยู่บนตึก หน้าประตูร้าน หรือตั้งไว้ริมถนน
  • ป้ายเมนูหน้าแบรนด์: หากมีการใส่ชื่อร้านหรือโลโก้เข้าไปด้วย
  • ป้ายประชาสัมพันธ์โปรโมชั่น: ที่ติดตั้งกึ่งถาวรหน้า ร้านค้า
  • ป้ายไฟหรือกล่องไฟ: ที่ใช้เพื่อดึงดูดสายตาลูกค้าตอนกลางคืน

หากคุณทำป้ายมาเพื่อให้ คนเห็นชัด และจำร้านคุณได้ สิ่งนั้นคือป้ายโฆษณาที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีทันทีครับ ยกเว้นป้ายที่ติดไว้ภายในอาคาร (ที่คนข้างนอกมองไม่เห็นชัดเจน) หรือป้ายที่ติดตั้งชั่วคราวบางประเภท ซึ่งกฎหมายมีข้อยกเว้นไว้เล็กน้อย แต่สำหรับร้านอาหารทั่วไปที่เน้นดึงดูดคนเดินผ่าน การเตรียมตัวเรื่องภาษีคือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ครับ

2.เจาะลึก “การคิดภาษี” ป้ายแต่ละประเภท (อัตราใหม่ที่คุณต้องรู้)

เราก็ได้รู้แล้วว่าป้ายแบบไหนบ้างนะที่จะต้องเสียภาษี ต่อไปเราจะพาไปคิดง่ายๆ เกี่ยวกับราคาภาษีที่เราจะต้องจ่าย หากป้ายร้านค้าของเราตรงตามเงื่อนไข ที่เราจะต้องจ่าย ภาษีป้าย กฎหมายภาษีป้ายมีการแบ่งประเภทป้ายออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีอัตราภาษีต่อตารางเซนติเมตรที่แตกต่างกันอย่างมาก การเข้าใจ การคิดภาษี ตั้งแต่ก่อนส่งพิมพ์จะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้มหาศาลครับ

ประเภทที่ 1: ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน (ภาษีถูกที่สุด)

ป้ายกลุ่มนี้จะมีเฉพาะภาษาไทยเท่านั้น ไม่มีรูปภาพหรือภาษาต่างประเทศปนอยู่เลย

  • อัตราภาษี: ประมาณ 5 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
  • เหมาะสำหรับ: ป้ายบอกทางเข้า หรือป้ายเมนูเสริมที่เน้นการสื่อสารทั่วไป

ประเภทที่ 2: ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ หรือปนกับภาพ/เครื่องหมาย

นี่คือรูปแบบยอดนิยมของร้านอาหารยุคใหม่ที่มีโลโก้และชื่อร้านภาษาอังกฤษเท่ๆ

  • อัตราภาษี: ประมาณ 26 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
  • จุดที่ต้องระวัง: ภาษาไทยต้องอยู่ “เหนือ” ภาษาต่างประเทศ หากภาษาไทยอยู่ข้างล่างหรือสลับที่กัน อัตราภาษีจะพุ่งไปสู่ประเภทที่ 3 ทันทีครับ

ประเภทที่ 3: ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย หรือมีแต่อักษรไทยบางส่วนอยู่ใต้ต่างประเทศ

  • อัตราภาษี: ประมาณ 50 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร (แพงที่สุด)
  • ข้อแนะนำ: หากไม่จำเป็นจริงๆ ควรหลีกเลี่ยงการวางภาษาไทยไว้ด้านล่างชื่อภาษาอังกฤษครับ

3. ขั้นตอน “การเสียภาษี” สำหรับเจ้าของร้านอาหาร

รู้ราคาและเงื่อนไขที่จะต้องเสียแล้ว ต่อไปเราจะพาไปดูว่า วิธีการที่เรานั้นจะยื่นภาษีแบบถูกต้องเป็นยังไง เราจะพาไปเจาะลึกตั้งแต่ต้นจนจบ ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อที่เรานั้นจะไม่ได้เสียค่าปรับย้อนหลัง

1. การเตรียมตัวก่อนไปยื่นภาษี (ขั้นตอนสำคัญ)

ก่อนจะเดินไปที่สำนักงานเขตหรือเทศบาล คุณต้องรู้สเปกป้ายของตัวเองก่อนครับ เพราะจะมีผลต่อ การคิดภาษี อย่างมาก

  • วัดขนาดป้าย: วัดความกว้าง x ความยาว (หน่วยเป็นเซนติเมตร) เพื่อหาพื้นที่รวม
  • จำแนกประเภทป้าย: * ประเภทที่ 1: อักษรไทยล้วน (ภาษีถูกสุด)
    • ประเภทที่ 2: อักษรไทยปนต่างประเทศ/ภาพ (ภาษีปานกลาง)
    • ประเภทที่ 3: อักษรต่างประเทศล้วน หรืออักษรไทยอยู่ใต้ต่างประเทศ (ภาษีแพงสุด)
  • ถ่ายรูปป้าย: ถ่ายภาพป้ายที่ติดตั้งเสร็จแล้วให้เห็นชัดเจน ทั้งระยะใกล้และระยะไกล (ให้เห็นพิกัดที่ตั้งร้าน)

2. เอกสารที่ต้องใช้ (เตรียมให้ครบในรอบเดียว)

การเตรียมเอกสารให้พร้อมจะช่วยให้ การเสียภาษี รวดเร็วขึ้น ไม่ต้องวิ่งรนหลายรอบครับ

  1. แบบภ.ป.1: (ขอรับได้ที่สำนักงานฯ หรือดาวน์โหลดออนไลน์)
  2. บัตรประชาชน: (ตัวจริงและสำเนา) ของเจ้าของร้าน/เจ้าของป้าย
  3. ทะเบียนบ้าน: (สำเนา) ของสถานที่ติดตั้งป้าย
  4. เลขประจำตัวผู้เสียภาษี: (ถ้าเป็นนิติบุคคลให้ใช้หนังสือรับรองบริษัทด้วย)
  5. ภาพถ่ายป้าย: พร้อมรายละเอียดขนาดและวัสดุที่ใช้ (เช่น ไวนิล, อะคริลิค, สติกเกอร์)
  6. ใบเสร็จค่าทำป้าย: (ถ้ามี) เพื่อช่วยยืนยันวันที่เริ่มติดตั้งป้ายจริง

3.ขั้นตอนการยื่นเสียภาษีป้ายแบบละเอียด

ขั้นตอนที่ 1: การยื่นแบบแสดงรายการ (ภ.ป.1)

  • เมื่อไหร่: ต้องยื่นภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี * กรณีป้ายใหม่: หากเพิ่งติดตั้งป้ายครั้งแรก หรือมีการเปลี่ยนป้ายใหม่ (เช่น เปลี่ยนโลโก้เพื่อให้ สีสด คมชัดขึ้น) ต้องยื่นแบบภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ติดตั้งเสร็จครับ
  • ที่ไหน: สำนักงานเขต (ใน กทม.) หรือ สำนักงานเทศบาล/องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่ร้านตั้งอยู่

ขั้นตอนที่ 2: เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและคำนวณภาษี

  • เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบขนาดและประเภทป้ายตามที่ระบุในแบบ ภ.ป.1
  • การคิดภาษี: พื้นที่ป้าย (ตารางเซนติเมตร) ÷ 500 x อัตราภาษีตามประเภทป้าย (5, 26 หรือ 50 บาท)
  • หมายเหตุ: หากคำนวณแล้วภาษีต่ำกว่า 200 บาท กฎหมายกำหนดให้เสียขั้นต่ำที่ 200 บาท ครับ

ขั้นตอนที่ 3: รับแจ้งการประเมิน (ภ.ป.3)

  • หลังจากยื่นแบบแล้ว เจ้าหน้าที่จะแจ้งวงเงินภาษีที่ต้องจ่ายให้ทราบ โดยคุณจะได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน (ภ.ป.3)

ขั้นตอนที่ 4: ชำระเงินภาษี

  • เมื่อได้รับแจ้งแล้ว ต้องดำเนินการชำระเงินภายใน 15 วัน * ช่องทาง: ชำระได้ที่ฝ่ายรายได้ของสำนักงานเขต/เทศบาลนั้นๆ หรือบางพื้นที่สามารถจ่ายผ่านธนาคารหรือระบบออนไลน์ได้แล้ว (ควรสอบถามเจ้าหน้าที่หน้างานอีกครั้งครับ)
ภาษีป้าย

บทลงโทษและค่าปรับ (ที่ควรหลีกเลี่ยง)

การละเลยไม่ไป เสียภาษีป้าย อาจทำให้ต้นทุนร้านอาหารของคุณพุ่งสูงขึ้นโดยไม่จำเป็นจากค่าปรับครับ

  • ไม่ยื่นแบบตามกำหนด: ปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท
  • ยื่นแบบล่าช้า: ต้องเสียเงินเพิ่มอีก 10% ของค่าภาษี
  • ชำระภาษีล่าช้า: ต้องเสียเงินเพิ่มอีก 2% ต่อเดือนของค่าภาษีที่ค้างจ่าย

เทคนิคออกแบบป้ายให้ “สวย” และ “ประหยัดภาษี”

ตอนนี้เราก็พอทราบแล้วใช่มั้ยครับ ว่าการที่เรานั้นไม่ได้ยื่นภาษีป้าย นั้นมีค่าปรับที่ค้อนข้างสูง แล้วเราจะมีวิธียังไงบ้างหล่ะ ให้การที่เรานั้นติดป้ายร้านค้าของเรา แต่เราก็อยากที่จะจ่ายภาษีป้ายที่ถูกลง เราได้สรุปมาแล้ว ว่าการทำแบบนี้ จะทำให้เราเสียภาษีป้ายที่ถูกลง ไปดูกันเลย ว่ามีวิธีไหนบ้าง

1 การวางเลย์เอาต์ (Layout Strategy)

อย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้น การคิดภาษี จะแพงขึ้นหากภาษาไทยอยู่ต่ำกว่าภาษาต่างประเทศ เคล็ดลับคือการวางชื่อร้านภาษาไทยไว้ที่มุมบนสุดของป้าย แม้จะเป็นตัวเล็กกว่า แต่หากอยู่เหนือกว่า ก็จะช่วยลดประเภทภาษีลงมาได้ เหมือนที่เรานั้นไปหลายๆ ร้านเราก็จะเห็น หลายร้านก็ทำแบบนี้เช่นกัน

2 การเลือกวัสดุและการพิมพ์

การทำป้ายบ่อยๆ เพราะสีซีดจาง จะทำให้คุณต้องเสียเวลาไปแจ้งเปลี่ยนป้ายใหม่กับสำนักงานเขตบ่อยครั้ง ดังนั้นการที่เราจะทำป้ายหน้าร้าน 1 ครั้งเรานั้นควรที่จะทำเป็นวัสดุที่ดีไปเลย เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปสำนักเขตบ่อยๆ

  • แนะนำ: ควรเลือกงานพิมพ์ระบบดิจิทัลคุณภาพพรีเมียมที่ สีสด และทนทานต่อแสง UV ของไทย เพื่อให้ป้ายของคุณคงความใหม่ได้นาน 2-3 ปีขึ้นไป ไม่ต้องรื้อเปลี่ยนบ่อยให้เสียภาษีซ้ำซ้อน

3 ขนาดของป้าย

บางครั้งการทำป้ายขนาดใหญ่มากเกินไปอาจเกินความจำเป็น หากพื้นที่ร้านของคุณจำกัด การทำป้ายที่พอเหมาะแต่เน้นงานพิมพ์ที่ สีสด คมชัดระดับ 4K จะช่วยให้ลูกค้าจำแบรนด์ได้ดีกว่าป้ายใหญ่แต่ภาพเบลอครับ

เคล็ดลับจากโรงพิมพ์ที่คนทั่วไปอาจไม่รู้

ในฐานะมือโปรด้านงานพิมพ์ ผมขอแชร์ 3 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณจัดการเรื่องภาษีป้ายได้ง่ายขึ้น:

  1. ป้ายลอยตัว vs ป้ายติดผนัง: การคิดพื้นที่ป้ายที่เป็นสี่เหลี่ยมจะคิดตามขอบป้ายจริง แต่ถ้าป้ายของคุณมีรูปร่างแปลกๆ เจ้าหน้าที่จะวัดจาก “ส่วนที่กว้างที่สุด” และ “ส่วนที่ยาวที่สุด” มาคูณกันเป็นสี่เหลี่ยม ดังนั้นการออกแบบป้ายทรงกลมหรือทรงรีอาจจะเสียภาษีเท่ากับป้ายสี่เหลี่ยมขนาดเต็มพื้นที่ครับ
  2. ป้ายในที่ร่ม vs ที่แจ้ง: ป้ายที่ติดอยู่ภายในตัวอาคารหรือภายในห้างสรรพสินค้าที่คนภายนอกมองไม่เห็นชัดเจน มักจะได้รับการยกเว้นไม่ต้อง เสียภาษีป้าย หากคุณมีงบจำกัด ลองเน้นการตกแต่งภายในร้านให้สวยโดดเด่นแทน
  3. การแก้ปัญหาสีเพี้ยน: เมื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจป้าย เขาจะดูจากภาพถ่ายที่คุณยื่นไป หากสีป้ายจริงเพี้ยนหรือซีดจนไม่ตรงกับรูปภาพ อาจมีปัญหาเรื่องการพิสูจน์หลักฐานได้ การสั่งผลิตป้ายจาก Pim24 ที่เน้นความแม่นยำของสีจะช่วยลดปัญหานี้ได้ครับ
ป้ายหน้าร้านค้า
PIM 24 โรงพิมพ์อุปกรณ์ออกบูธ เพื่อใช้ในงานโฆษณาแบบครบวงจร

โรงพิมพ์อุปกรณ์ออกบูธ งานพิมพ์ผ้า งานพิมพ์ Inkjet งานพิมพ์ Digital Offset งานพิมพ์ Offset กล่องแพ็คเกจจิ้ง สั่งผลิตจำนวนมาก ราคาพิเศษ เพื่อใช้ในงานการตลาดการขายและโฆษณาแบบครบวงจร

ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ออกบูธคุณภาพ เช่น การทำ แบคดรอปผ้า (backdrop ผ้า), โรลอัพผ้า (roll up), กล่องไฟผ้า (fabric lightbox), เคาน์เตอร์ผ้า (fabric counter), ธงญี่ปุ่น (J-Flag), กล่องลูกฟูก, ฉลากสินค้า, กล่องแพ็คเกจจิ้ง ครบวงจรราคาดีที่สุด ผลิตเร็ว ราคาถูก ส่งรวดเร็ว คุณภาพมาตรฐานระดับสากล

สนใจสอบถามสินค้า >>> https://lin.ee/5CenwJj

☎️ โทร. ติดต่อฝ่ายขาย

081-247-3560 (Sale ใหม่)

081-247-3564 (Sale มด)

081-247-3565 (sale ตั้ม)

081-247-3562 (sale กานต์)

Share the Post: