เต็นท์สกรีนโลโก้ 3×3 ราคาเริ่ม 7,590.- สกรีนโลโก้ได้ทุกด้าน คุ้มกว่าเช่ายังไง?
มีคำถามหนึ่งที่พ่อค้าแม่ค้าและเจ้าของแบรนด์ที่ออกบูธบ่อย ๆ มักถามผมอยู่เสมอ นั่นคือ “ซื้อเต็นท์เป็นของตัวเองดีกว่า หรือเช่าเอาทีละงานดีกว่ากันแน่”
คำถามนี้ฟังดูง่าย แต่พอลองคำนวณตัวเลขจริง ๆ แล้วหลายคนถึงกับอึ้ง เพราะตัวเลขที่คิดไว้ในหัวกับความเป็นจริงมันต่างกันมากกว่าที่คาด
วันนี้เลยอยากชวนมานั่งคุยกันแบบเพื่อนที่เคยผ่านมาก่อน ว่าเต็นท์ขนาด 3×3 เมตร ที่ราคาเริ่มต้นแค่ 7,590 บาท แถมสกรีนโลโก้ได้ทุกด้าน มันคุ้มกว่าการเช่าจริงไหม แล้วต้องดูอะไรบ้างก่อนควักเงินซื้อสักหลัง
ทำไมขนาด 3×3 เมตรถึงเป็นตัวเลือกยอดฮิตของคนออกบูธ
ก่อนจะพูดเรื่องราคา อยากอธิบายก่อนว่าทำไมขนาดนี้ถึงได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษในกลุ่มคนที่ทำธุรกิจขนาดกลางและเล็ก
ขนาด 3×3 เมตรถือเป็นจุดกึ่งกลางที่ลงตัวมาก ใหญ่พอที่จะวางโต๊ะแสดงสินค้า มีพื้นที่ให้ลูกค้าเดินเข้ามาดูของ หรือแม้แต่ตั้งเก้าอี้ให้ลูกค้านั่งพูดคุยได้สบาย ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใหญ่จนขนย้ายลำบาก หรือใช้พื้นที่จองบูธแพงเกินความจำเป็น
ลองเทียบกับขนาดเล็กกว่าอย่าง 2×2 เมตร จะรู้สึกอึดอัดทันทีถ้ามีสินค้าเยอะ หรือถ้ามีทีมงานสองสามคนยืนดูแลบูธพร้อมกัน ส่วนขนาดใหญ่กว่าอย่าง 4×4 หรือ 5×5 เมตร แม้จะกว้างขวางกว่า แต่ก็ต้องใช้คนช่วยกางมากขึ้น ขนย้ายลำบากขึ้น และแน่นอนว่าราคาก็สูงขึ้นตามไปด้วย
พูดง่าย ๆ คือ 3×3 เมตร เป็นขนาดที่ตอบโจทย์คนทำธุรกิจส่วนใหญ่ได้ครบ ทั้งเรื่องพื้นที่ใช้งาน ความสะดวกในการขนย้าย และงบประมาณที่ไม่หนักเกินไป
เจาะราคาเริ่มต้น 7,590 บาท คุ้มค่าตรงไหนบ้าง
หลายคนพอเห็นราคาเริ่มต้นแล้วอาจสงสัยว่า ราคานี้รวมอะไรบ้าง แล้วทำไมบางที่ถึงขายแพงกว่านี้เยอะ
โดยทั่วไปราคาของเต็นท์จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักสามอย่าง คือคุณภาพของโครงเหล็ก คุณภาพของผ้าใบ และเทคนิคการพิมพ์กราฟิกที่เลือกใช้ ราคาเริ่มต้นที่เห็นมักจะเป็นแพ็กเกจพื้นฐานที่ยังไม่รวมการสกรีนโลโก้ทุกด้าน หรือเป็นเต็นท์เปล่าที่ยังไม่ได้ปรับแต่งตามแบรนด์
สิ่งที่ทำให้ราคานี้ถือว่าคุ้มค่า อยู่ที่การได้สกรีนโลโก้และกราฟิกแบรนด์ลงไปได้ครบทุกด้าน ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และหลังคา ไม่ใช่แค่ด้านเดียวเหมือนที่บางเจ้าทำแพ็กเกจราคาถูกแล้วจำกัดพื้นที่พิมพ์ เพราะถ้าสกรีนได้แค่ด้านเดียว พอไปตั้งในงานที่มีมุมมองรอบทิศทาง โอกาสที่คนจะเห็นแบรนด์ก็จะลดลงไปเยอะ
อีกจุดที่ควรพิจารณาคือโครงสร้างของเต็นท์ ควรเลือกที่ใช้เหล็กกันสนิมหรืออลูมิเนียมคุณภาพดี เพราะเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักและถูกกางเก็บซ้ำ ๆ หลายสิบครั้งตลอดอายุการใช้งาน ถ้าโครงไม่แข็งแรง แม้ราคาตั้งต้นจะถูก แต่พอใช้ไปสักพักอาจต้องซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่ ซึ่งสุดท้ายแล้วต้นทุนรวมอาจแพงกว่าซื้อของดีตั้งแต่แรกเสียอีก

เปรียบเทียบตัวเลขจริง ซื้อกับเช่าแบบไหนคุ้มกว่า
มาถึงจุดที่หลายคนอยากรู้ที่สุด นั่นคือการเปรียบเทียบตัวเลขระหว่างการซื้อเป็นของตัวเองกับการเช่ารายครั้ง ลองมาดูกันทีละฝั่ง
ฝั่งเช่ารายครั้ง
- ค่าเช่าเฉลี่ยต่อครั้งอยู่ที่ประมาณ 500-800 บาท ขึ้นอยู่กับพื้นที่และผู้ให้เช่าแต่ละราย
- ถ้าออกบูธเดือนละ 2 ครั้ง หนึ่งปีจะจ่ายค่าเช่ารวมประมาณ 12,000-19,200 บาท
- ตัวเลขนี้ยังไม่รวมความเสี่ยงที่เต็นท์เช่าอาจไม่มีโลโก้แบรนด์ หรือมีโลโก้ของร้านให้เช่าติดอยู่แทน ซึ่งไม่ได้ช่วยสร้างการจดจำแบรนด์ของเราเลยแม้แต่น้อย
ฝั่งซื้อเป็นของตัวเอง
- ลงทุนครั้งเดียวในราคาเริ่มต้น 7,590 บาท ต่อให้บวกค่าสกรีนโลโก้เพิ่มเข้าไปอีกสักหน่อยก็ยังคุ้มค่ากว่าเมื่อคำนวณระยะยาว
- ใช้ได้ซ้ำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มทุกครั้งที่ออกงาน
- ได้สร้างภาพจำแบรนด์ที่สม่ำเสมอในทุกครั้งที่นำไปใช้
ยิ่งถ้าธุรกิจมีแผนออกบูธบ่อยตลอดทั้งปี หรือมีการขยายไปหลายสาขาที่ต้องใช้เต็นท์พร้อมกันหลายจุด การซื้อเป็นของตัวเองยิ่งคุ้มค่ามากขึ้นไปอีก เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องคิวเช่าเต็นท์ในช่วงเทศกาลที่มีคนต้องการใช้พร้อมกันเยอะ ซึ่งบางครั้งจองไม่ทันหรือราคาช่วงพีคก็จะสูงกว่าปกติ
สิ่งที่คนมักมองข้ามเวลาเช่าเต็นท์
นอกจากเรื่องต้นทุนที่คำนวณได้ตรง ๆ แล้ว ยังมีต้นทุนแฝงที่หลายคนไม่ทันคิดถึงตอนตัดสินใจเช่า
อย่างแรกคือเรื่องความไม่แน่นอนของสภาพเต็นท์ เพราะเต็นท์ให้เช่าผ่านการใช้งานจากหลายคนหลายงาน บางครั้งอาจมีรอยเปื้อน ผ้าขาด หรือโครงเหล็กบิดงอโดยที่เราไม่รู้ล่วงหน้า พอไปถึงหน้างานจริงถึงจะเจอปัญหา ซึ่งกระทบภาพลักษณ์ของแบรนด์โดยตรง
อีกเรื่องคือความยุ่งยากในการปรับแต่งให้ตรงกับสไตล์แบรนด์ เต็นท์เช่าส่วนใหญ่จะเป็นเต็นท์เปล่าสีขาวหรือสีมาตรฐาน ถ้าอยากติดป้ายโลโก้เพิ่มก็ต้องเตรียมป้ายไปเองแยกต่างหาก ทำให้ดูไม่เป็นชิ้นเดียวกัน ไม่เหมือนเต็นท์ที่สกรีนกราฟิกลงไปในเนื้อผ้าโดยตรงตั้งแต่แรก ซึ่งดูเป็นมืออาชีพและเป็นเอกภาพมากกว่ามาก
เจ้าของแบรนด์แบบไหนที่เหมาะกับการซื้อมากกว่าเช่า
ไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องซื้อเต็นท์เป็นของตัวเอง บางกรณีการเช่าก็ยังเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลอยู่ ขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้งานและแผนธุรกิจในระยะยาว
ถ้าเป็นแบรนด์ที่ออกบูธเพียงปีละครั้งสองครั้ง หรือยังอยู่ในช่วงทดลองตลาดที่ยังไม่แน่ใจทิศทางธุรกิจ การเช่าอาจเป็นทางเลือกที่คล่องตัวกว่า ไม่ต้องแบกภาระเรื่องการจัดเก็บและดูแลรักษา
แต่ถ้าเป็นเจ้าของแบรนด์หรือ SME ที่วางแผนออกบูธเป็นประจำ อย่างน้อยเดือนละครั้งขึ้นไป หรือมีแผนทำการตลาดกลางแจ้งต่อเนื่องตลอดทั้งปี การลงทุนซื้อเต็นท์เป็นของตัวเองจะคุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของต้นทุนต่อครั้งที่ถูกลงเมื่อใช้งานซ้ำหลายรอบ และในแง่ของการสร้างภาพจำแบรนด์ที่สม่ำเสมอในทุกงานที่ไปออก
นอกจากนี้ กลุ่มที่มีทีมขายหรือทีมการตลาดที่ต้องเดินสายออกงานหลายจุดพร้อมกัน การมีเต็นท์เป็นของตัวเองหลายชุดยังช่วยให้วางแผนตารางงานได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาคิวเช่าจากภายนอกที่บางครั้งควบคุมไม่ได้

เคล็ดลับเลือกซื้อ เต็นท์สกรีนโลโก้ ให้คุ้มค่าที่สุด
เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะซื้อ มีเรื่องสำคัญไม่กี่ข้อที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจสั่งจริง เพื่อให้ได้ของที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมากที่สุด
- ตรวจสอบวัสดุผ้าใบ ควรเลือกผ้าที่กันน้ำได้จริงและทนต่อรังสียูวี เพราะเต็นท์ต้องเจอทั้งแดดจัดและฝนตกสลับกันไปตลอดทั้งปี ถ้าผ้าไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ สีจะซีดเร็วและอาจขึ้นราได้ง่ายเมื่อเก็บในที่ชื้น
- เช็คน้ำหนักและความแข็งแรงของโครงสร้าง ลองสอบถามผู้ขายเรื่องวัสดุที่ใช้ทำโครง และดูว่ามีระบบล็อกที่แน่นหนาพอจะกันลมแรงในวันที่อากาศไม่เป็นใจหรือเปล่า เพราะเหตุการณ์เต็นท์ล้มกลางงานเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงและสร้างความเสียหายทั้งต่อสินค้าและภาพลักษณ์แบรนด์
- สื่อสารดีไซน์กราฟิกกับทีมที่ผลิตให้ชัดเจน ตั้งแต่การเลือกสี ตำแหน่งโลโก้ ไปจนถึงข้อความที่ต้องการสื่อสารบนแต่ละด้าน เพื่อให้ได้เต็นท์ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสวยงามและการใช้งานจริงในคราวเดียว การพูดคุยรายละเอียดตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความผิดพลาดและประหยัดเวลาปรับแก้ภายหลังได้มาก
เต็นท์สกรีนกับการลงทุนที่คืนทุนได้จริง
ถ้ามองในมุมของนักธุรกิจ การซื้อเต็นท์ไม่ต่างจากการลงทุนในอุปกรณ์ทำมาหากินชิ้นหนึ่ง ที่ยิ่งใช้บ่อยยิ่งคุ้มทุนเร็วขึ้น ต่างจากค่าเช่าที่จ่ายเท่าไหร่ก็หายไปเท่านั้น ไม่เหลือเป็นทรัพย์สินให้ธุรกิจในระยะยาว
ลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าซื้อเต็นท์ในราคา 7,590 บาท แล้วใช้งานได้ต่อเนื่องอย่างน้อย 2-3 ปี เฉลี่ยออกงานเดือนละ 2 ครั้ง จะเท่ากับต้นทุนต่อครั้งอยู่ที่ไม่ถึง 150 บาทเท่านั้น ซึ่งถูกกว่าค่าเช่าต่อครั้งหลายเท่าตัว และนี่ยังไม่นับรวมมูลค่าของการสร้างแบรนด์ที่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเมินเป็นตัวเงินตรง ๆ ไม่ได้ แต่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจในระยะยาวอย่างแน่นอน
สรุป
การเลือกระหว่างซื้อเต็นท์เป็นของตัวเองกับการเช่ารายครั้ง ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องตายตัวสำหรับทุกคน ขึ้นอยู่กับความถี่ในการออกบูธ งบประมาณ และแผนธุรกิจในระยะยาวของแต่ละคน แต่สำหรับเจ้าของแบรนด์และ SME ที่มีแผนออกบูธอย่างต่อเนื่อง เต็นท์ขนาด 3×3 เมตร ราคาเริ่มต้น 7,590 บาท ที่สกรีนโลโก้ได้ทุกด้าน ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการเช่าอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของต้นทุนต่อครั้งที่ถูกลงเมื่อใช้งานซ้ำ และในแง่ของภาพจำแบรนด์ที่สม่ำเสมอในทุกงานที่นำไปใช้
ถ้ากำลังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกขนาดไหน สกรีนแบบไหนถึงจะเหมาะกับธุรกิจของตัวเอง ลองปรึกษาทีมงานที่มีประสบการณ์ตรงด้านการผลิตเต็นท์สกรีน จะช่วยให้ได้คำแนะนำที่ตรงจุด ทั้งเรื่องวัสดุ ขนาด และดีไซน์ที่เหมาะกับงบประมาณและเป้าหมายทางธุรกิจของแต่ละคนได้แม่นยำกว่าการตัดสินใจเองคนเดียว
PIM 24 โรงพิมพ์อุปกรณ์ออกบูธ เพื่อใช้ในงานโฆษณาแบบครบวงจร
โรงพิมพ์อุปกรณ์ออกบูธ งานพิมพ์ผ้า งานพิมพ์ Inkjet งานพิมพ์ Digital Offset งานพิมพ์ Offset กล่องแพ็คเกจจิ้ง สั่งผลิตจำนวนมาก ราคาพิเศษ เพื่อใช้ในงานการตลาดการขายและโฆษณาแบบครบวงจร
ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ออกบูธคุณภาพ เช่น การทำ แบคดรอปผ้า (backdrop ผ้า), โรลอัพผ้า (roll up), กล่องไฟผ้า (fabric lightbox), เคาน์เตอร์ผ้า (fabric counter), ธงญี่ปุ่น (J-Flag), กล่องลูกฟูก, ฉลากสินค้า, กล่องแพ็คเกจจิ้ง ครบวงจรราคาดีที่สุด ผลิตเร็ว ราคาถูก ส่งรวดเร็ว คุณภาพมาตรฐานระดับสากล
สนใจสอบถามสินค้า >>> https://lin.ee/5CenwJj
โทร. ติดต่อฝ่ายขาย
081-247-3560 (Sale ใหม่)
081-247-3564 (Sale มด)
081-247-3565 (sale ตั้ม)
081-247-3562 (sale กานต์)


